กระดานข่าว หลักสูตรการอบรม โครงการอบรม อัลบั๊มภาพกิจกรรม บทเพลงส่งเสริมศีลธรรม คลิปวีดิโอค่ายพุทธบุตร แจ้งปัญหาการใช้งาน สร้างบล๊อกส่วนตัว พื้นที่ส่วนตัว ลงชื่อสมุดเยี่ยม
Welcome to Udomtam.com
  รวม:
 
 ชื่อ:  รหัสผ่าน: 
กำลังออนไลน์:   ธรรมะสวัสดี:连君笛  กระทู้: 1  โพสทั้งหมด: 10

[๔ สัมปหังสนา]..สอนให้นักเรียนร่าเริง

๔. สัมปหังสนา..สอนให้นักเรียนร่าเริง


         สัมปหังสนา   สอนให้นักเรียนร่าเริง  คือไม่ทำให้เขาซบเซาหดหู่  
แต่ทำให้นักเรียนแจ่มใส ปลอดโปร่งไม่ถึงกับต้องให้ตลกโปกฮาอย่างนักเล่นตลก
เพราะจะทำให้ดูไม่สมกับอาการกริยาของนักเผยแผ่ธรรม  เพียงแต่ให้เขาร่าเริง
แจ่มใสทางจิตใจและสีหน้าว่าเขายินดีพอใจที่จะพักจะเรียนก็นับว่าคงพอใช้ได้

หลักการพูดให้ร่าเริง   การพูดการสอนให้ผู้ฟังมีจิตใจร่าเริงนั้นอาจทำได้หลายวิธี  เช่น
     
      ๑. หักมุม  หมายถึง พูดหักมุมจากความคิดเดิมของเขา เช่น
     เขาคิดว่าเราจะจบลงอย่างนั้น ๆ  อย่างแน่นอน แต่เรากลับหักมุมไปอีกแบบหนึ่ง..

      ๒.  ทันสมัย   ความหมาย ของคำนี้ คือพูดให้ทันสมัยกับสภาพปัจจุบัน กับวัยของ
ผู้ฟัง  กับวุฒิของผู้ฟัง   เช่น...
                      "วันนี้พระอาจารย์อาจจะมาแบบปอน ๆ  นะ"
          หลักการสังเกตการเกิดของคำเหล่านี้มาจากสื่อมวลชนเช่นทีวี  
อาจจะเป็นรายการโมษณา ภาพยนตร์ทีวี  นักร้องเพลงดัง ๆ  เช่น สบาย ๆ
ก็ใช้เป็นสื่อในการสร้างอารมณ์ขันได้ แต่ต้องใช้ให้พอเหมาะพอเจาะ  
และไม่มาก จนไม่มีเนื้อหาสาระเอาเสียเลย

      ๓.  คล้องจอง   คือการพูดสัมผัสอักษรคล้องจองได้ความหมาย  เอามา
พูดเชื่อมโยงกันได้สนุกสนาน  เช่น
           - อย่ากระแทกกระทุ้งลุงทอง  เพราะแกปวดท้องต้องแต่เที่ยงคืน
เดี๋ยวไม่ทันถึงท่านหมอเทียมจะทำให้ลุงทองท้อแท้

     ๔.  สร้อยคำ  คือการพูดต่อกันเป็นกลอนให้เกิดความสนุก  หรือประดับ
คำพูดให้ดูแพรวพราวและ มองเห็นภาพพจน์ได้ดียิ่งขึ้น  เช่น...
               - ยังไม่จดก็ต้องจำ  ถ้าไม่จำก็ต้องจด คือ จดเอาไว้จำ
                 นักเรียนระยำทั้งไม่จดและไม่จำ

     ๕.  พูดแบบตรงไปตรงมาหรือเปรียบเทียบ   เช่นคนเราจะต้องรู้จัก
ทำหน้าที่ของใครของมัน  ขืนไม่ทำก็ล่มจมเสียหาย  ทำแล้วก้าวก่ายกันไม่ได้
เหมือนจะให้ตามมาชิมน้ำ พริกแทนปากก็ไม่ได้เช่นกัน   หรือจะเอาหูมาดมกลิ่น
เอาลิ้นไปฟังเสียงมันก็ไม่ยอม คือ ต่างคนต่างทำ ต่างคนก็ต่างดี

     ๖.  ใช้เกมเพลงหรือการแสดงท่าทางประกอบ  เช่น  เราสอนบอกให้เด็ก
เรียนเก่ง  ต้องใช้ธรรมะ คือ  สมาธิ + สติ  ต้องคอยจรดจ้องมองครูแล้วก็ให้
เขาแสดงไปด้วย  เช่น
              "เอ้า   นักเรียน ว่าตามอาจารย์และทำเหมือนอาจารย์
                      ตาดู   เอานิ้วชี้ทั้ง  ๒  ชี้ ที่  ตา
                      หูฟัง           "                หู
                      สมองคิด      "                ขมับ
                      จิตจดจ่อ      "                หน้าอกซ้าย (หัวใจ)
                      ไม่เข้าใจถาม "                ปาก
                  กลับบ้านทบทวน   ทำมือเข้าหมุนรอบกัน

           แล้วว่า กลับไปกลับมา หรือทบทวน  สัก   ๒-๓  รอบ

     ๗.  การดัดแปลงแต่งเสริม    คือวิธีการเปลี่ยนแปลงจากของเก่าที่มีอยู่เสียใหม่
   ให้เกิดคำใหม่ขึ้นมาให้ดูน่าฟัง  น่าสนใจยิ่งขึ้นเช่น พวกโมษณาในภาพยนตร์ทาง
ทีวี ที่ฮิต ๆ  เช่น

               "บริษัทอื่นเขาผลิต  กล้องถ่ายรูปแต่มิต้า .....ไม่"
        เราก็เอามาดัดแปลงใช้ในการ  ปาฐกถา..
               "คนอื่นจะกินเหล้า .....แต่   (สมศักดิ์)    ...ไม่
             แต่อาจจะหักมุมนิดหน่อยว่า  (สมศักดิ์สูบแต่เฮโรอีน..เท่านั้น)  ...
        อย่าเอาไปใช้จริง ก็แล้วกัน...

      ๘.  การเล่าเรื่องประกอบที่ขำ ๆ  ไม่หยาบโลน หรือสัปดนเกินไป  พอที่จะนำ
ประยุกต์ใช้กับการบรรยายการเทศน์  การสอนให้เข้าเรื่อง  นิทานต่าง ๆ แม้นิทานใน
ชาดกในธรรมบทก็มีเหลือเฟือ  ถ้ารู้จักนำมาใช้....

----------------------
กระทู้ยอดนิยม
สุคโต ภวควา ไปดี มีโชค
Copyright © 2008-2009 Design by Www.D1qq.Net All Rights Reserved.
Power by Discuz!7.0 : เราจะไม่นิ่งดูดาย หากประโยชน์นั้นจะพึงเกิดแก่ส่วนรวม : Www.Udomtam.com